top of page
Featured Posts

7 วันขับรถเที่ยวแคลลิฟลอเนียตอนใต้ คนเดียวชิวๆ(ตอน 4/4)

  • May 5, 2017
  • 2 min read

ตอนจบของทริปแคลลิฟลอเนียครั้งนี้ จริงๆแล้ว พื้นที่ๆจะเขียนในสองวันสุดท้าย เป็นส่วนที่รู้ว่า ต้องสวย แต่ไม่แน่ใจว่า หิมะยังตกอยู่ไหม แคลลิฟลอเนียด้านนี้ เป็นด้านเหนือของมลรัฐ ทางด้านตะวันออก ของแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง โยซิมิตี้ ถึงแม้ว่า ทางเชื่อมไปโยซิมิตี้ ยังปิดเนื่องจากถนนทรุด จากน้ำและหิมะ แต่พื้นที่ส่วนนี้ ก็ยังมีที่สวยงามแปลกตาอีกหลายที่

ค้างคืนที่ บริชอป เมืองเล็กๆที่ไม่ใช่แค่ทางผ่าน ทางหลวงแคลลิฟลอเนีย 395เป็นทางทิ่งวิ่งผ่านจุดต่ำสุด ของทวีปอเมริกาเหนือ หุบเขาแห่งความตาย และจุดที่สูงสุดของทวีปอเมริกา ยอดเขาวิทนี้ บริชอปแทบจะเป็นปากประตูของเทือกเขาเซียร่า เขาหินสูง ที่มีหิมะปกคลุมบนยอดเขาทั้งปี เทือกเขาแถบนี้ มีชื่อว่า อินโย้ เป็นที่เดินป่า ตั้งแคมป์ของเหล่านักเดินป่าจริงจังของอเมริกา ด้วยความที่ธรรมชาติเหล่านี้ยังไม่มีนักท่องเที่ยวมากมายและยังมีความลำบากในการเข้าถึงอยู่ จึงจัดว่าเป็นที่เที่ยวที่ต้องออกกำลังจึงจะไปถึง

วันที่ หก

Mono lake ทะเลสาปโมโน เมืองลีไวนิ่ง 1ชม10นาที (67ไมล์) ทะเลสาปที่มีความเค็มเป็นสามเท่าของน้ำทะเล เนื่องจากความผิดพลาดของการสร้างแหล่งน้ำในพื้นดินที่มีเกลือจำนวนมาก น้ำที่นี่เป็นสีฟ้าเขียว เนื่องจากสารอัลคาไลด์สูง ภายในทะเลสาปยังมีเกาะ แก่ง โขดที่เกิดจากการรวมตัวของแคลเซียมคาร์บอเนต ทะเลสาปนี้ได้รับการคุ้มครองและสงวนระดับน้ำในกฎหมายสภาพแวดล้อมของอเมริกา เนื่องจากฝุ่นจากใต้ทะเลสาป มีอันตรายต่อคน และสัตว์ที่อาศัยในบริเวณนั้น ทะเลสาปที่ดูแปลกตา น้ำสีสวย นกนางนวลและนกนาๆชนิด อพยพมาเพื่อขยายพันธุ์ มีทางเดินชมวิวอยู่หลายทาง ไปตรงไหนก็สวย ก่อนหน้าทริปรู้สึกเสียดายว่า มาแล้ว ไม่ทะลุโยซิมิตี้ แต่ตอนนี้ ไม่เสียดายแล้ว เพราะเดินๆอยู่ กำลังเพลิดเพลิน ปากทักทายฝรั่ง จากแค่ทักทาย กลายเป็นแนะนำ และแลกเฟสบุ๊ค มาเป็นเพื่อน และเพื่อนคนนี้ก็แนะให้กลับมาอีก โดยเธอคนนี้ บอกว่าที่นี่มีภูเขาไฟแอบอยู่ แต่ต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อจะพาไปเดินป่าด้วย เลยได้เจ้าบ้านพาชม ครั้งหน้า รอดูยังมีที่เด็ดๆอีกเยอะ เราต้องกลับมา ตั้งใจจริงๆ ได้ธรรมชาติสวยๆ มิตรภาพดีๆ.....ดีใจจัง

Ancient Bristlecone Pine Forest 2ชม 9นาที (104ไมล์)ข้อมูลที่เตรียมมาใส่ที่อยู่เป็นจุดรุ้งแวง จีพีเอสเลยพาวิ่งตรงไปที่จุดเดินไปดูต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ตื่นเต้นเหมือนจะไปเจอญาติที่อายุมากๆ อยากเห็น อยากไปบอกให้สบายใจ เป็นคนที่ชอบคิดเองว่า ต้นไม้เป็นครอบครัวของเรา เลยคิดเอาว่าจะไปเจอพ่อปู่ ต้นไม้นี้ก็ไม่ได้อยู่ห่างถนนหลวงเส้นเดิม ขับเลียดทางเมื่อเช้า ชมวิวไป เลี้ยวขึ้นเขาอินโย้ เลี้ยวไปเลี้ยวมาก็มาจบที่ป้ายบอกว่าถนนเส้นนี้ ท่องเที่ยวได้ โดยสมัครใจเสี่ยงของนักท่องเที่ยว เนื่องจากยังเป็นฤดูที่มีหิมะอยู่ ทางไม่เคลียร์ ดูไป ทางก็ยังดูดี สมัครใจเสี่ยง ขับระวังไปจนสุด คือเขากั้นให้ลงเดิน จอดรถพอดีเจอนักเดินป่าที่พึ่งเดินทางที่เราจะไป ดีที่ถาม เพราะเขาแนะนำว่า เราไม่ควรเสี่ยง ทางเป็นหิมะ มันจะเป็นน้ำแข็งใส เมื่อพระอาทิตย์ตก รองเท้าอย่างเราเดินไม่ถึงต้นที่แก่ที่สุด แต่ถ้าอยากเห็นเดินครึ่ง ชม จะเห็นทิวต้นไม้ตระกูลเดียวกัน เราไปถึงตอน ห้าโมงเย็น ต้องรีบเดินก่อนค่ำ คิดได้ว่า เรามาถึงเร็วไป ทางยังเป็นน้ำแข็ง ไว้กลับมาคราวหน้า ต้องกลับมาสัมผัสให้ได้ ได้เห็นแค่นี้ ก็ขับลงเขา เราทำเท่าที่ทำได้ แม้ว่าในใจอยากเห็นต้นไม้นี้ใจจะขาด คนรักต้นไม้ จะได้เจอต้นไม้ที่ยืนต้นมาเก้าร้อยล้านปี ทริปนี้สอนให้เราอย่าฝืน โอกาสยังมี ปล่อยไปตามธรรมชาติ ไม่ได้เห็นต้นจริงก็ไม่เสียใจ เพราะเราได้เอาชนะตัวเอง ขับลงเขา มีเวลาแอบแวะจุดท่องเที่ยว ...อ้าว มันปิดหมดอ่ะ เพราะหิมะ ดีนะ ไม่แวะก่อน ไม่งั้นคงหันรถกลับตั้งแต่ตีนเขาแล้ว แสดงว่าดวงอย่างน้อยจะได้เจอญาติ สวัสดีคะ หนูจะกลับมา

ไปกันต่อ วันนี้ขับรถพระจันทร์ข้างทางสวยงาม การที่ไม่ได้จองที่พัก ไม่ใช่ว่าไม่มีแผน วันนี้ต้นไม้ที่แก่ที่สุด พรุ่งนี้ไปดูต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุด โดยน้ำหนักเป็นเกณฑ์ สองจิตสองใจ ต้นไม้ หรือโยซิมิตี้....ที่เที่ยวชื่อดัง กับต้นไม้ เลือกต้นไม้ ชอบสร้างเทรนเอง นี่คือ คิดเข้าข้างตัวเอง เพราะต้นไม้ใกล้กว่าด้วย ทั้งเหตุทั้งผล ก็ไม่ผิด ที่ตัดสินใจมาที่นี่ 5ชม 52นาที (330 ไมล์) ป่าสงวนซะควอยญ่า ตามแผนคือ ขับไปให้ใกล้ที่สุด จะได้มีเวลาเดินป่าเยอะๆ คืนนี้ได้ที่พักอย่างดี แถวเมืองชื่อ ลินเซ่ ห่างจากจุดหมาย สี่สิบห้านาที ได้เข้าพักประมาณเที่ยงคืน เตียงนุ่ม นอนคนเดียว มีโทรทัศน์ มีอ่างอาบน้ำ เปิดดูพยากรณ์วันรุ่งขึ้นฟ้าครึ่ม ฝนปร่อย จนสี่โมงเย็นฟ้าจึงเปิด ...ดีมาก จะได้นอนยาว พักผ่อนร่างกาย จัดการชาร์ตแบท เพราะหลังจากเดินป่าทั้งวันวันพรุ่งนี้ วันต่อไปไม่นอนแล้ว คิดว่าขับรถกลับ พักรถ แล้วรอขึ้นเครื่องเลย ไม่อยากเจอรถติด การเก็บของเพ็คของในการนอนแต่ละที่ ก็เอาสัมภาระ ไว้ในรถ แอบเก็บให้มิดชิด จะได้ปลอดภัย เอาลงไปแต่ที่จำเป็น ขาดไม่ได้แผนที่ สมุดบันทึก ทบทวนว่าจะทำอะไร เราจะได้ไม่หลุด

วันที่ เจ็ด

ตื่นมาทานอาหารเช้าโรงแรม ไม่ลืมที่จะแอบแพ็คไส้กรอกจำนวนหนึ่งไว้สำหรับอาหารกลางวัน ทานเสร็จพักชิวๆ จนเช็คเอ้าว์สิบเอ็ดโมงสบายๆ ขับรถไปกันต่อ

Sequoia National Park 49นาที จากโรงแรมในลินเซ่ ค่าเข้า $30 เข้าได้เจ็ดวัน ถนนหนทางดูดี ศิวิไลซ์กว่าป่าอื่นๆในทริปนี้ นักท่องเที่ยวพอควร ทั้งที่เป็นเวลานอกฤดูท่องเที่ยว คงเพราะไม่ไกลจากเมืองแอลเอ เรามีเวลาจนค่ำที่นี่ เลยเผื่อเวลาสบายๆ ที่ละสองสาม ชม ดีนะที่เผื่อเวลามาก ไปถึงที่จึงรู้ว่าถนนส่วนใหญ่ยังปิด ไม่ให้รถวิ่ง แต่เปิดให้เดินไปได้ คราวนี้ได้เดินชิวทั้งวันจริงๆ เหนื่อย นานกว่าเดิม แต่คุ้มคะ เพราะสวยมาก นักท่องเที่ยวไม่มาก ยิ่งเดินไกลคนยิ่งน้อย เห็นแล้วปิติ เดินอยู่เหมือนอลิสอินวันเดอร์แลนด์ เดินอยู่ทามกลางต้นไม้อายุพันๆปี น้ำตาไหล รู้สึกรักธรรมชาติมาก ต้นซะควอยญ่านี้ทนอากาศ ทนโรค แต่จุดอ่อนเขาคือ รากไม่เกาะแน่น กับเขามีน้ำหนักมาก ฉะนั้น มีหลายต้นที่อยู่ดีๆ วันดีคืนดี ลมนิ่งๆ บางต้นเค้าก็เสียสมดุลแล้วล้มลง....ช่างเป็นอนิจจัง ..อายุขัยถ้าจะหมด ถึงจะใหญ่จะโต จะนาน...หมดก็คือหมด..ล้มลงดินคะ

กลับมาที่เพลนไว้ มีเดินไปดูสามจุด สำคัญ

- Giant Forest เข้าถนนสายหลัก ไปดูไม้ใหญ่ที่สุด ต้องผ่านทางเข้าป่ายักษ์ มีปากทางเข้าเป็นไม้ซะควอยญ่าสี่ต้น ตระหง่านรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามา ถือเป็นประตูต้อนรับที่สง่างามมาก

- General Sherman ทางเดินครึ่งไมล์ เดินไปดูต้นไม้ใหญ่ที่สุด คนเยอะที่สุดในทุกๆที่ในนี้ เนอะใครก็ต้องมาดูพระเอก มีการเข้าแถวถ่ายภาพกับอย่างดี รอบๆ ยังเดินชม ซะควอยญ่าต้นอื่นด้วย ต้นไม้ชนิดนี้ขึ้นกล้องมาก สีต้นส้มๆแดงๆ เด่นอยู่ในป่า ตามพยากรณ์ อากาศครึ้มช่วงเช้า บ่ายแก่ๆ รอฟ้าโปร่ง แล้วจะขึ้นไปจุดชมวิว

- Mono Rock ทางเดินวัดใจตัวเอง เนื่องด้วยกลัวความสูงนิดๆ ที่นี่เป็นทางเดินขึ้นบันไดเล็กๆ ไปบนก้อนหินแกรนนิตที่ตั้งตระง่านอยู่ในที่สงวนแห่งนี้ อยู่ส่วนไหนก็มองเห็น ทางเดินสุดท้ายขอวัดใจตัวเอง ปรกติทางเดินนี้จอดรถแล้วเดินขึ้นบันไดเลย แต่ยังไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ถนนยังไม่เปิด เดินสิคะ แค่ไปกลับก็เพิ่มไปสี่ไมล์ ข้อดีคือ คนน้อยมาก อากาศกำลังดี ฟ้าเริ่มเปิด เลยทำให้เราชนะตัวเองอีกครั้ง ไม่ต้องมีคนมากุมมือเดิน เราก็ค่อยๆเดินไปจนถึงปลายทางได้เช่นกัน ยอมรับว่าทีแรกหวั่นว่าจะเดินไม่ได้ คิดว่าจะเอาเหตุผลอากาศ ถนนปิดมาอ้าง แต่ถ้าอ้างไป ยังไงก็ แพ้ใจตัวเอง ต่อให้เหตุผลร้อยแปด ปมในใจก็ต้องมี ทางเดียวคือ สู้แล้วทำให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเอาชนะตัวเองได้ ความภูมิใจมันเต็ม แค่รู้ตัวเองและรักตังเองคะ ความสุขมีอยู่รอบตัว

ออกจากป่า เตรียมตัวกลับสนามบินลอสแองเจิงลิส 3ชม 48 นาที (209ไมล์) ไม่อยากรถติดเลย ขับรถมาพักอีกสี่สิบนาทีห่างจากสนามบิน นอกเมือง รอเช้ามืด ขับรถเข้ามาทานอาหารเช้าแล้วตรงเข้าสนามบิน เผื่อเวลาคืนรถ เช็คกระเป๋า

จบการเดินทางที่สอนอะไรเรามากมาย ธรรมชาติคุยกับเราทุกวัน ลองหยุดและฟังเขา ความสุขอยู่ที่ เมื่อไหร่ที่เท้าแรกก้าวออกไป และอีกเท้าก้าวตาม

Comments


Check back soon
Once posts are published, you’ll see them here.
Recent Posts
Archive
Search By Tags
Follow Us
  • Facebook Basic Square
  • Twitter Basic Square
  • Google+ Basic Square

© 2023 by Nick Martinez. Proudly created with Wix.com

bottom of page